[FIC] สภาวะทิ้งตัว Part.5 - yoonhojaejoong
posted on 31 Jan 2012 20:21 by wannwann33
การไม่มีความรักคือความเจ็บปวด
แต่การมีความรักและไม่สามารถบอกออกไปได้มันเจ็บปวดยิ่งกว่า
สิ่งที่ผมกำลังทำอยู่ตอนนี้มันถูกแล้วเหรอครับ?
ผมควรจะหาทางออกแบบไหนให้กับหัวใจของผมดี หืม?
ผมมันเด็กไม่ดีใช่ไหม ยุนโฮถึงไม่เห็นผมสักที
หรือเพราะเราอาจจะใกล้กันมากเกินไป ใช่ไหมครับ?
บอกผมที...
ตอนนี้บ้านปาร์คระอุราวกับสนามรบเลยครับแม่ง สาเหตุก็เพราะผมนี่แหละ คือผมสาบานว่าช็อคจริงๆครับ ถ้าเป็นแต่ก่อนคงเฉยๆไม่รู้สึกอะไร แต่ทุกวันนี้ ตรรกะเปลี่ยนไปเพราะผมชอบยุนโฮ...มัน เจ็บจังเลยครับ บอกไม่ถูก แต่เจ็บเป็นบ้าเลย ยุนโฮไม่เข้าใจผมหรอก ผมเคยคิดนะ อยากให้เรื่องจบๆไปโดยการที่ผมตะโกนบอกรักใส่หน้ามัน ให้จบแบบนั้นเลย แต่มันหมายถึงจบความเป็นเพื่อนของเราสองคนไปด้วย
จบแบบเหรียญสองด้าน
จบแล้วจาก
กับ
จบแล้วเริ่มต้นใหม่
ผมนั่งวาดภาพเรื่อยเปื่อยอยู่ริมระเบียงครับ ในบ้านมีปาร์ค อาอิน ชางมิน จองฮุน มินโฮ มาครมทีมเป๊ะ ยกเว้นยุนโฮ ผู้หญิงคนนั้นคือแฟนใหม่มันครับ อิมยุนอา ดาวคณะอักษรปีนี้ น่ารักจริงๆครับ ผมจะไม่เจ็บปวดเลย ถ้าเมื่อสองวันก่อนมันไม่ได้มาทำให้ผมใจสั่น มานอนกอดผม ผมรู้นะมันไม่ได้คิดอะไร และไม่ได้หวังให้มันมารู้ว่าผมคิดอะไรด้วย ผมจะไม่โกรธมันเลย ถ้ามันไม่เอาแฟนมันมานั่งทานข้าวกับพวกผม ทำให้บรรยากาศบนโต๊ะอาการอึดอัดสิ้นดี พวกเราไม่เคยพาแฟนมานั่งทานข้าวกับเพื่อน แฟนในที่นี่ไม่ใช่แบบ ชางมิน มินโฮ ที่ดูก็รู้ว่าเป็นตัวจริงยิ่งกว่าจริงของกันและกัน แฟนของพวกผม หมายถึงคนที่คบแบบไม่ผูกมัด
มินโฮคือหนึ่งในกลุ่มของพวกเราไปแล้ว แต่ยุนอาไม่ใช่ ผมไม่เข้าใจว่าทำไมมันถึงได้ทำแบบนี้ เราไม่เคยทำแบบนี้ แม้แต่จองฮุนที่ว่าเจ้าชู้ แต่มันก็ไม่เคยเอาเพื่อนกับแฟนชั่วคราวมาปนกันให้ปวดหัว
อันที่จริง พวกเวรนั่นมันกะจะเซอไพรส์ผมครับ ให้ผมได้มากินข้าวกับยุนโฮอะไรแบบนี้ นัดกันที่คณะกลางมหา'ลัยอย่างอักษรฯ แต่กลับกลายเป็นว่าผม...ถูกเซอร์ไพรส์เอง
"ไอ้ควาย มึงจะไปทางนั้นทำไม มึงเห็นไหมว่าไอ้สวยมันเสียใจแค่ไหนแล้ว!"
"แล้วกูจะตรัสรู้ไหมครับท่านปาร์ค กูก็ช็อคเหมือนกันนั่นแหละ"
"ไอ้เชี่ยยย หมดกัน ไอ้สวยที่กูสู้อุตส่าห์ทะนุถนอมอย่างดีไม่ให้เจ็บปวด เชี่ยเอ้ยยยยย..."
เสียงปาร์คกับจองฮุนตีกันดังมาจากในบ้าน ผมอดหัวเราะเบาๆไม่ได้ พวกมันเป็นห่วงผม แต่คงไม่รู้จะทำตัวยังไง ก็เราไม่เคยเจอเคสเพื่อนรัก รักเพื่อนนี่ครับ เป็นผม ผมเองก็คงทำตัวไม่ถูกเหมือนกันแหละ
"มึงก็รู้ๆว่ายุนโฮมัน..."
"…"
"…"
ผมพยายามจะกลั้นน้ำตานะครับ ผมยอมรับความจริงไม่ได้จริงๆ ข้อที่ว่าเราเป็นเพื่อนกัน มันไม่ได้คิดอะไรกับผมเลย มันไม่ได้ชอบผู้ชาย...
"มันไม่ได้ชอบแจจุง..."
"เชี่ย บ้าเอ้ย ทำไมต้องเกิดเรื่องเวรๆแบบนี้ด้วยนะ"
ผมเพิ่งรู้มาว่าตลอดมา พวกมันพยายามปกป้องผมแค่ไหน คนมีความรักมักเปราะบาง ตั้งแต่ผมเริ่มชอบมัน พวกปาร์คก็พยายามกันผมออกจากเรื่องรักๆใคร่ๆของยุนโฮมัน มันรู้อยู่แล้วล่ะครับ ว่าไม่มีใครหน้าไหนอยากให้คนที่ตัวเองชอบไปอยู่กับใครคนอื่น ยอมเคยคิดว่าผมยอมรับได้นะครับ แต่เอาเข้าจริงมันไม่ง่ายเลย ปวดหนึบ เจ็บหนัก เป็นการแอบรักที่ทรมานที่สุดตั้งแต่ท่ีเคยมีมาเลย
ใครจะล่วงรู้ว่าวันหนึ่ง...ผมจะตกหลุมรักผู้ชาย
ผู้ชาย…ที่เป็นเพื่อนสนิทของผมเอง
"แจจุง..."
ประตูกระจกเลื่อนออก ปาร์คเรียกชื่อผม สาวเท้าก้าวเข้ามานั่งหย่อนขาริมระเบียงเป็นเพื่อน ผมมองหน้ามันยิ้มๆ
"ไม่เป็นไร"
"ตอแหล" มันสวน "โกหกชัดๆ"
"หึ"
จริงๆแล้ว ผมรับรู้มาตลอดว่ายุนโฮก็ยังเหมือนเดิม เจ้าชู้ มีแฟน เบื่อง่าย เลิกไวเหมือนเดิม ที่ไม่เหมือนเดิมคือผมครับ ผมคงไปไหนมาไหนกับมันโดยบริสุทธิ์ใจไม่ได้ ผมคงฟังมันคุยเรื่องสาวๆของมันไม่ได้ สรุปแล้วคนที่ผิดมันก็คือผมเอง ผมแค่ยอมรับความจริงไม่ได้จริงๆ
ความจริงที่ว่า เราคือ "เพื่อน" กัน เราเป็น "ผู้ชาย" เหมือนกัน และมันไม่ได้ "รัก" ผม แต่ผมเสือกไป "รัก" มัน
"มึงรู้ใช่ไหม?" ปาร์คว่า มันจุดบุหรี่ขึ้นสูบ ผมวางพู่กันลง ก่อนเอนกายลงนอนหนุนแขนตัวเอง
"ว่า…"
"…"
"กูรู้ว่ายุนโฮมันไม่ได้เปลี่ยนอะไรเลย” ผมแค่นยิ้ม ครับ...สุดท้ายแล้วผมก็แค่โกหกตัวเองมาตลอดเวลา ไม่ยอมรับความจริงว่ายุนโฮไม่ได้ชอบผู้ชาย ยุนโฮเป็นเพื่อนของผม การโกหกที่ดึงผมจมดิ่งไปสู่โลกแห่งการโกหกอันแสนหวาน ความสุขชั่วประเดี๋ยวประด๋าว ผ่านมา...และผ่านไป ทิ้งร่องรอยความเจ็บปวดไว้ให้พร้อมร่องรอยของน้ำตา
“มึง...” ปาร์คเรียกผม ก่อนที่มันจะเงียบไปชั่วขณะ ด้วยห้วงอารมณ์ที่คงพูดอะไรไม่ถูก
“หืม...” ผมหันไปมองหน้ามัน ราวกับจะรับรู้ว่ามันจะพูดอะไรออกมา...น้ำตาผมไหลเสียแล้ว เชี่ยเอ้ย
“ถ้ามันเจ็บขนาดนี้...”
“...”
“ตัดใจไหม?”
ปาร์คพูดจบ พร้อมๆกับน้ำตาของผมที่ไหลออกมาหนักกว่าเดิม ผมมองหน้ามัน ก่อนที่มันจะดึงผมขึ้นไปกอด ปาร์คกอดผมอยู่อย่างนั้นหลายนาที กระทั่งเป็นชั่วโมง เราไม่สามารถทำอะไรได้ ปาร์คก็พูดอะไรไม่ออก ผมทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ร้องไห้ เรากอดกันแน่น เสื้อปาร์คชุ่มไปหมด แต่ผมมั่นใจ ว่ามันเต็มใจที่จะอยู่เป็นเพื่อนผม...แบบนี้
ฝ่ามือหนักๆวางลงบนศีรษะผม จองฮุน อาอิน ชางมิน มินโฮเดินตามกันออกมา เรานั่งจมจ่อมกับความรู้สึกของแต่ละคนใต้แสงอาทิตย์ในยามเย็น จมลงไปในความรู้สึกที่แก้ไขไม่ได้ ไม่มีทางออก ไม่อยากจะยอมรับ…
ผมจะ...
ผมจะรักยุนโฮไม่ได้อีกต่อไปแล้วใช่ไหม?
มินิคูเปอร์เอสสีน้ำเงินเลี้ยวเข้าสู่รั้วบ้านหลังสวยในตอนหัวค่ำ ผมจอดรถเข้าที่จอดรถประจำของผม แว่นกันแดดทรงแกดิเอเตอร์ถูกสวมทับใบหน้าได้รูปเพื่อปกปิดร่องรอยดวงตาที่บวมช้ำ ผมหอบกระเป๋าเป้และกระเป๋าเดินทางใบเล็กลงจากหลังรถด้วยท่าทางอิดโรย พี่ฮีชอลยืนกอดอกเบ้ปากอยู่หน้าบ้านด้วยท่าทางหมั่นไส้ ผมคิดถึงพี่ฮีชอลมากๆเลย พี่ชายของผม...ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พวกเขาจะคอยยืนข้างๆผม เมื่อใดที่กลับบ้านมา ก็จะพบพี่ๆคอยต้อนรับด้วยความอบอุ่นเสมอๆ...
“หายหัวไปตั้งนานไอ้สวย นี่เพิ่งได้ฤกษ์กลับบ้านหรือไง?” พี่ฮีชอลมาถึงก็จิกกัดเลยครับ แต่ผมเหนื่อยเหลือเกินเลยไม่ได้โต้ตอบอะไรเกินจำเป็นไป ได้แต่ยิ้มอ่อยๆและกอดพี่ฮีชอลไว้แน่น
“คิดถึงจัง...” ผมอ้อน พี่ฮีชอลถอนหายใจก่อนยกมือลูบหัวผมเบาๆ
“แม่คิดถึงเราจะแย่ หายหัวไปตลอดไม่ค่อยกลับบ้าน”
“งานเยอะ”
“เออ ดูแลตัวเองดีๆก็แล้วกัน” พี่ฮีชอลจูงมือผมเข้าไปในบ้าน พี่ๆเขามักจะสลับกันโทรเช็คสภาพผมเป็นประจำแหละครับ ไม่ต้องห่วง เราคุยกันทุกวันอยู่แล้ว
“วะ วะ วะ ว้าวววววววววววววว ไอ้แจจุงกลับบ้าน นี่ใครปักตะไคร้เรียกเหรอจ๊ะ พี่ฮีชอลเหรออออ ระวังน้ำท่วมนะ” ไม่ทันที่จะได้ไปเก็บของ ไอ้พี่ชีวอนก็เดินเฉิบเข้ามาพร้อมกับปากเปราะๆของมัน มันทักทายด้วยประโยคล่อแหลมชวนให้พี่ฮีชอลเตะหัวทิ่มจริงๆ
“ทำไม กลับไม่ได้เหรอ?” ผมเบะปากใส่ พี่ชีวอนเห็นท่าไม่ดีรีบเข้ามากอดใหญ่
“โอ๋ๆๆๆๆ ล้อเล่นน่า เขาคิดถึงกันจะแย่ กลับมาก็ดีแล้ว วันนี้เราไปนอนห้องพี่ฮีชอลกันนะ”
“นี่แก ใครใช้ให้แกมานอนเพื่อทำความพินาศฉิบหายในห้องฉัน?”
“เจ้...โอย น้องมันกลับบ้านก็เอาหน่อยน่า นะ แจ ไปเล่นวินนิ่งห้องเจ้กัน”
“ถามเจ้ดิ”
“ไม่ต้องถามหรอก ไปๆ ไปกินข้าวกัน แม่กลับมาดึกๆนะ ออกไปกับเพื่อน พ่อไปต่างประเทศยังไม่กลับเลย พี่เจย์กำลังกลับ เพิ่งไปพบลูกค้ามา”
พี่ชีวอยนร่ายยาวก่อนดึงผมเข้าไปในห้องครัวโดยมีพี่ฮีชอลเดินตามเข้าไป บ้านเรามีกันสี่พี่น้องครับ ลูกชายหมดเลย เจ๋งเลยใช่ไหม พี่คนโตคือพี่เจย์ คิมเจย์ เรียนจบแล้วครับ ตอนนี้ทำงานในบริษัทพ่อ ทายาทอันดับหนึ่งก็งี้แหละ งานหนักมากแทบไม่มีเวลาหาแฟนเลย
พี่ฮีชอลตอนนี้เรียนจบแล้ว ทำงานเป็นบอกอหนังสือแฟชันเล่มดัง ฉีกแนวออกจากตระกูลไปเรียบร้อย ผมชอบอยู่กับพี่ฮีชอล เพราะพี่ฮีชอลถึงจะปากร้าย แต่ก็ใจดี และแน่นอน พี่ฮีชอลรู้ในตัวเองเสมอว่าอยากได้อะไร อยากทำอะไร และทำสิ่งนั้นให้มันสุดๆ ไม่ว่าพี่ฮีชอลจะชอบใคร พี่ฮีชอลจะไม่เก็บมันเอาไว้
พี่ฮีชอลเป็นแฟนกับพี่ฮันคยอง นักธุรกิจคนดังจากประเทศจีน พบรักกันที่กรุงปักกิ่งเมื่อสองปีก่อนสมัยพี่ฮีชอลเริ่มทำงานหนังสือใหม่ๆและต้องไปทำคอลัมน์ที่นั่น พี่ฮีชอลชอบพี่ฮันคยองตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นหน้า และไม่สนใจว่าใครจะพูดอะไร เรียกว่าดับเครื่องชนเข้าไปเลย มีบ้างที่ร้องไห้โยเยกลับมาหาพี่เจย์ ผิดหวังบ้าง แต่พี่ฮีชอลก็มักจะเริ่มต้นใหม่อีกครั้งโดยไม่ยอมถอดใจ จนกระทั่งพี่ฮันคยองก็ยอมรับว่ามีใจให้กับคนๆนี้อยู่เหมือนกัน
ส่วนพี่ชีวอนอายุมากกว่าผมปีนึง เราก็เลยค่อนข้างสนิทกัน เป็นลูกหัวปีท้ายปีเลยครับ พี่ชีวอนเรียนจบแล้วจากอเมริกา หลักสูตรเร็วกว่าผม เลยจบเร็วกว่าผมหลายเดือนอยู่เหมือนกัน ตอนนี้ก็พัก ชิว สักพักก็จะโดนลากเข้าไปทำงานแล้วครับ ช่วงนี้เป็นช่วงเก็บเกี่ยวความสุข
เรานั่งทานอาหารด้วยกันสี่พี่น้อง พูดคุยกันเรื่อยเปื่อย ดูพี่ๆทุกคนจะทำเป็นไม่สนใจใบหน้าทุเรศๆของผม พี่เจย์ยังรักผม โอ๋ผมเหมือนเดิมในฐานะน้องเล็ก ยังความหมั่นไส้มาสู่ชีวอนที่มักจะโดนพี่เจย์เล่นงานเสมอๆ
เสร็จจากมื้ออาหารแล้ว ผมก็โดนชีวอนลากไปที่ห้องนอนพี่ฮีชอลทันที พี่ฮีชอลก็บ่นว่าพี่ชีวอนชอบย่องมานอนด้วย ไม่ก็ไปนอนกับพี่เจย์ ไม่รู้เป็นบ้าอะไร คงจะกลัวผี คือพี่ชีวอนเป็นโรคกลัวความมืด กลัวผีมาตั้งแต่เด็กๆ ก็พี่ฮีชอลนั่นแหละ ที่จับน้องขังไว้ในตู้เสื้อผ้าอ่ะ
ผมอาบน้ำเสร็จก็กลิ้งบนเตียงพี่ฮีชอลสบายใจเฉิบ ส่วนเจ้าของห้องไปนั่งกระดกเบียร์คุยโทรศัพท์งุ้งงิ้งเขินตัวบิดเป็นกุ้งอยู่ตรงระเบียง พี่ชีวอนบอกว่า พี่ฮีชอลชอบทำตัวกระแดะ อย่างกะถูกจีบใหม่ๆ หมั่นไส้มาก
ผมนอนดูทีวีกับพี่ชีวอนอยู่บนเตียงพี่ฮีชอล สามทุ่มกว่าๆแล้ว ผมง่วงจริงๆเลยครับ...
หลังจากที่ปาร์คบอกให้ผมตัดใจในเมื่อวาน ผมเอาแต่คิด และนอนไม่หลับตลอดทั้งคืน จะสุดท้ายก็ทนไม่ไหว ลุกขึ้นมาจัดกระเป๋าเพื่อกลับบ้านตอนตีสี่ ปาร์คตื่นมาหน้างัวเงียได้เหี้ยมาก มองหน้าผมนิดหน่อย ก่อนจะยิ้ม แล้วมันก็ล้มตัวไปนอนต่อ...
มันบอกว่า กลับไปก็ดี ถ้าอยู่กับมันแบบนี้ ไม่พ้นสองวันได้เจอหน้ายุนโฮแน่ๆ
ผมเองอยากให้หัวใจได้หายใจบ้าง ให้มันได้พักผ่อน อย่างน้อยก็ไม่ต้องเต้นแรงเพราะเจ็บปวด หรือเพราะยุนโฮทำร้ายมัน...
“กลับบ้านมาแบบนี้...อกหักเหรอวะ?”
ชีวอนถาม ผมชะงักนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้ตื่นเต้นมากมายนัก ถ้าชีวอนไม่รู้นี่สิ ถึงจะตื่นเต้น เราเป็นพี่น้องกัน แค่มองหน้าก็เหมือนจะรู้ใจแล้วด้วยซ้ำ
“ไม่เชิง”
“ทำไมต้องไม่เชิง” ชีวอนขมวดคิ้ว
“...ก็เพราะยัง...ไม่ได้บอกเขาไป” ผมกระซิบเสียงแผ่วเบา พลางเอนหัวพิงไหล่พี่ชีวอนอย่างอ่อนแอเหลือเกิน ชีวอนเหลือบตามองผมนิดหน่อย ก่อนยกมือขึ้นลูบหัวผมเบาๆอย่างเข้าใจ
“ไม่บอก...แล้วจะอกหักได้ยังไง เขายังไม่รู้เลย เขายังไม่รู้ว่ารัก เราก็ไม่รู้ว่าเขารักไหม เอาอะไรมาวัด...จะเราอกหัก”
“...ไม่รู้สิ เหมือนแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม”
“ไม่เริ่มก็ไม่แพ้ มึงไม่ได้แพ้ใครเว้ย แจจุง มึงแค่แพ้ตัวเอง”
“...”
“และถ้าสมมุติว่า...เขาไม่ได้รู้สึกแบบเดียวกับแจจุงล่ะ พี่ชีวอน...ถ้าเขา...”
“ก็แค่กลับไปเป็นเหมือนเดิม...ก่อนหน้าที่เรายังไม่มีเขา...”
“ไม่มีทาง”
“ทำไม?”
“มัน...ไม่ใช่แค่ปี...สองปี...มันเกือบ...ยี่สิบปีแล้วที่อยู่ด้วยกันแบบนี้” ผมว่า น้ำตาพาลจะไหล
“เยดเข้!” พี่ชีวอนเองก็คงช็อคน่าดู มันตะโกนลั่นอย่างตกใจ พลางเหลือบมองหน้าผม “อย่าบอกนะ ว่าเป็นหนึ่งในพวกแก๊งค์ไอ้หล่อน่ะ”
พี่ชีวอนเรียกพวกยุนโฮว่าแก๊งค์ไอ้หล่อ และหาว่าผมเป็นปมด้อยของพวกนั้น
“อืม...”
“เออๆ กูจะไม่ถามว่าเป็นใครนะแจจุง และถึงกูพูดอะไรไปมันก็ดูไม่ดี เป็นครั้งแรกที่กูกลัวความรักเลยอ่ะ แม่งแบบ...มันพูดไม่ถูกจริงๆว่ะ มึงไม่ได้...มึงก็ต้องเสียไป”
“ไม่มีทางไหนเหรอ ที่จะได้มันมาพร้อมกันทั้งความรักและมิตรภาพนะ” ผมซุกอกชีวอน กอดเอวพี่ชายแน่นราวกับพี่ชีวอนคือที่พึ่งเดียวของผมตอนนี้
“...แจจุง ไม่เอา อย่าร้องไห้น่า...”
“...”
“ไม่มีพ่อแม่คนไหน เลี้ยงลูกให้โตมา เพื่อไปร้องไห้ให้กับคนอื่นหรอกนะเว้ย”
“ฮึก...”
“เออ มึงร้องไปเถอะ กูขอโทษ” แล้วนี่ผมจะขำหรือผมจะโกรธมันดี
“เขา...เขาดีกับแจจุงมากเลยนะ” ผมสะอื้นกับอกพี่ชายเสียงแผ่ว “ดีจนแจจุงเผลอคิด...”
“แจจุง...”
เสียงพี่ฮีชอลกระซิบแผ่วๆดังใกล้เข้ามา ก่อนที่เตียงจะยวบลงตามแรง พี่ฮีชอลกอดผมไว้อีกทีหนึ่ง กอดผมไว้เบาๆ...
“ความดีไม่ใช่ทุกอย่างของความรัก ถ้าจะรัก ต่อให้เลวเท่าไหร่ เราก็รัก...อย่าคิดว่าทำไมเขาทำดีกับเราแล้วเขาถึงไม่รักเรา ถ้าเขาจะไม่รัก เขาก็ไม่รัก”
จุกครับ...จุกมาก ชีวอนพูดมาเป็นชั่วโมงยังไม่จุกเท่าประโยคเดียวของพี่ฮีชอลเลย ผมสะอื้นหนักเข้าไปอีก รู้สึกแย่ เหมือนโดนโยนลงไปในหุบเหวที่ไร้ก้น ไม่มีที่สิ้นสุด ตกลงไป ลอยละล่องท่ามกลางความหวาดกลัว ไม่มีที่สิ้นสุด
“บอกเขาไปเถอะแจจุง...อย่างน้อยก็ดีกว่าไม่ได้ทำอะไร เก็บไว้ตลอดชีวิตมันเจ็บกว่านะ เพราะมันตัดใจไม่ได้ เห็นหน้าเขาตลอดเวลาอยู่อย่างนั้น”
“ให้มันรู้ๆกันไปเลย”
ผมตัดสินใจแล้ว...ผมจะบอกยุนโฮ
ซะที่ไหนล่ะ...แค่มองหน้ายังไม่กล้าเลย ไอ่สัด!
ป๊อดจังเลยครับ เมี่อคืนผมต้องนอนหลับไปพร้อมน้ำตา ตื่นมาพี่ฮีชอลกรี๊ดบ้านแทบแตก เอาคอนซีลเลอร์โบกจนหนาเป็นแพ กลัวว่าเหงื่ออกแล้วจะเป็นคราบแล้วอุบาทว์กว่าเดิม ผมมามหา’ลัยโดยพี่ฮีชอลแวะมาส่ง ไม่กล้าให้กลับมาเองครับ กลัวจะแหกโค้งตายคาปากซอยหมู่บ้าน ฮ่าๆๆๆๆ เดี๋ยวชีวอนจะมารับกลับครับ
ผมลงรถที่โรงอาหารกลาง ปาร์คไลน์มาบอกแล้วว่าถึงแล้ว เดี๋ยวค่อยไปคณะด้วยกัน ข่าววงในบอกว่า ยุนโฮกำลังจะมาแล้ว ให้ผมเตรียมใจไว้ก่อนเลย ซึ่งจริงๆแล้วผมไม่อยากเจอหรอกนะครับ แต่ผมไม่อยากทำตัวแปลกๆไป เอาเป็นว่าถ้าผมไม่ไหวแล้วผมค่อยปลีกตัวออกมาก็แล้วกัน...
ยังไม่ทันจะก้าวเข้าไปเลย...ใครบางคนที่ผมไม่อยากเจอที่สุดในวันนี้ ก็ก้าวเข้ามายืนข้างๆผม มันยืนหยุดนิ่ง ปราศจากเสียงพูดใดๆ ไหล่มันเกยไหล่ผม ผมรู้ตัว รู้สึกทุกอย่าง ผมรู้สึกร้อนผะผ่าวที่ใบหน้า หัวตา และปลายจมูกราวกับจะร้องไห้ออกมาเสียให้ได้ มันยืนใกล้กับผมมากจนผมใจหาย มันจ้องหน้าผม เราสองคนยืนนิ่งอยู่ข้างๆกันที่ประตูโรงอาหาร มันไม่พูดอะไรอยู่เกือบนาทีจนผมรู้สึกกลัวเหลือเดิน ผมไม่ค่อยกล้าสบตามันเท่าไหร่ แต่สุดท้ายก็จำเป็นต้องเงยหน้าขึ้นไป...
ผมอยากบอกว่าผมไม่พร้อม...จะได้ไหม ได้ไหม...
ผมสะดุ้ง...ยุนโฮจ้องตาผมได้น่ากลัวมาก มันดึงข้อมือผมแล้วกระชากเข้าหาตัว เราสองคนจ้องหน้ากันนิ่ง หนังสือของผมร่วงกราวลงกับพื้น...ความจอแจในตอนแรกค่อยๆนิ่งเงียบสงบลง...
“เมื่อวานไปไหนมา?” มันถามเสียงนิ่งๆ ผมเงียบ มันจ้องตาผมคาดคั้น ก่อนค่อยๆเดินจูงมือผมฝ่าผู้คนมากมายเข้าไปในโรงอาหาร ผมดึงมือมันหยุดชะงัก
“...”
“อะไร”
“นะ...หนังสือกูตกอ่ะ” ผมเสียงสั่น มันถอนหายใจนิดหน่อยก่อนก้มลงไปเก็บหนังสือของผมมารวมกับหนังสือมัน แต่ก็ยังไม่ปล่อยมือออกจากข้อมือผม
“ว่าไง...” มันถามเสียงนิ่ง
“ท...ทำไม?”
“เปล่า ตั้งแต่สองวันก่อน...กูรู้สึกเหมือนมึง...”
“...”
“พยายามทำตัวห่างจากกู”
มันหยุดเดิน จ้องหน้าผมด้วยสีหน้าหงอยๆ...ผมสะอึกไปชั่วขณะ...มันรู้...
ผมอยากจะแค่นยิ้ม มันก็ต้องรู้สิ มันฉลาดขนาดนี้ แล้วผมเก็บอาการไม่เก่งด้วย...ไม่รู้สิแปลก
สองวันที่แล้ว พอผมกินข้าวกลางวันที่อักษรฯ ผมก็รบเร้าปาร์คกลับบ้านทันที เมื่อวานผมไม่มาโรงอาหารกลาง ผมให้ปาร์คไปส่งผมที่คณะ ผมไม่แวะมาทานข้าวกลางวันกับพวกมัน ผมฆ่าเวลารอปาร์คเรียนเสร็จด้วยการออกไปเดินเล่นตลาดนัดแถวมหา’ลัยกับเพื่อนในภาค แล้วปาร์คก็มารับ พอถึงบ้าน เมื่อรู้ว่าพวกยุนโฮจะมาค้าง ผมรีบกลับบ้านแทบจะทันที...
ผมเจ็บจริงๆนะ เห็นหน้ายุนโฮแต่ละที...มัน...
เข้าใจใช่ไหม?
ผมน้ำตาแทบไหล พยายามบิดข้อมือออกมามัน ปากผมยิ้ม แต่ตาผมมันไม่ยิ้มไปด้วยเลย...
“ก...กูไม่ได้เป็นอะไร บ้า...ปกตินี่”
ผมปฏิเสธ มันจ้องผมนิ่งไม่วางตา...
“โกหก! โกรธอะไรกูก็บอกมาดิวะ” มันทำหน้าไม่พอใจ ผมเบือนหน้าหนี เห็นปาร์คมองมาอย่างเป็นห่วง...
“เปล่า...”
“แจจุง!” มันประแทกเสียง จิ๊ปากจนผมสะดุ้ง ผมทำท่าจะเดินหนี แต่มันกลับดึกผมเอาไว้
“ไหนบอกมึงไม่โกรธ ไม่อะไรไง แล้วเดินหนีกูทำไม?” สีหน้าแววตามันดุดันจนผมกลัว กลัวมากเลยครับ...กลัวจะร้องไห้ต่อหน้ามัน กลัวมันจะรับรู้ความรู้สึกในใจของผม ผมสับสนไปหมด...ทำไม...
ทำไม...ต้องเป็นแบบนี้
กูไม่รักมึงไม่ได้เหรอยุนโฮ กูรู้แล้ว...ว่าเรารักกันไม่ได้ กูเลิกรักมึงตอนนี้มันไม่สายไปใช่ไหม?
“กูขอโทษ”
“แจจุง กูไม่ได้ต้องการให้มึงมาขอโทษกู กูแค่อยากรู้ว่ากูผิดอะไร ผิดอะไรทำไมมึงจะต้องมาหนีกูแบบนี้ ห่าเอ้ย! กูใจไม่ดีเลยรู้ไหม” มันตะคอกผมเสียงดังจนเงียบงันทั้งโรงอาหาร มันยังจับข้อมือผมไว้แน่น ผมรู้สึกร้อนๆที่หัวตา มันพร่ามัวไปหมดจนภาพที่พวกจองฮุนกำลังวิ่งเข้ามามัวจนแทบมองไม่เห็น ผมกัดปาก กลั้นเสียงสะอื้น ทั้งๆที่แก้มของผมมันชื้นไปด้วยน้ำตาเสียแล้ว
“ฮึก...มึงไม่ได้ทำอะไรผิด ยุนโฮ...ไม่ผิดเลยสักนิด”
“...”
“เรื่องทั้งหมดมันไม่มีอะไรเลย ฮึก...”
“กูไม่ได้โกรธมึง...”
“กูแค่...กูแค่รักมึง............ชัดพอไหม?”
edit @ 31 Jan 2012 20:21:40 by wannwann33

